header

  • สน.พหลโยธิน

  • การฝีกยุทธวิธีตำรวจ

  • งานซ้อมแผนป้องกันร้านทอง

  • งานภาค จราจร

ข่าวประชาสัมพันธ์

มาตรการเชิงรับ และรุกในการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายของรัฐบาล โดย พ.ต.ท.สุรินทร์ ชาวศรีทอง รอง ผกก.ป.สน.พหลโยธิน นายตำรวจป้องกันยาเสพติดดีเด่น ปี 2554 หลักการทำงานแก้ไขปัญหายาเสพติด  ...

กิจกรรม

  ร.ต.ท.วุฒิ ไตรยวงค์ รอง สวป.ฯ พร้อมชุดตำรวจชุมชนสัมพันธ์ ปฏิบัติหน้าที่โครงการครู 5 นาที ณ ร.ร.สตรีวรนาถบางเขน

มาตรการเชิงรับ และรุกในการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายของรัฐบาล

โดย พ.ต.ท.สุรินทร์ ชาวศรีทอง

รอง ผกก.ป.สน.พหลโยธิน นายตำรวจป้องกันยาเสพติดดีเด่น ปี 2554

 หลักการทำงานแก้ไขปัญหายาเสพติด  

  1. เน้นในการสร้างภาคีเครือข่ายในการป้องกันอาชญากรรมและยาเสพติด
  2. เปิดช่องทางในการรับข้อมูลข่าวสาร หรือเบาะแสจากประชาชน

ตู้ ปณ.

ไปรษณียบัตรร้องเรียนและแจ้งเบาะแส

แจกแผ่นพับประชาสัมพันธ์

เว็บไซด์ http://www.phahonyothin.go.th

โครงการที่นำเสนอ มี 3 โครงการ มีวัตถุประสงค์หลัก คือ เป็นการสร้างภาคีเครือข่ายในการป้องกันอาชญากรรมและยาเสพติด

โครงการป้องกันภัยอาชญากรรมตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

กรอบ เศรษฐกิจพอเพียง มี 1. พอประมาณ 2.ถูกต้องและมีเหตุผล 3.สร้างภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี

กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้ประกอบการต่างๆ+ชุมชน

เน้นให้ผู้ประกอบการต่างๆ ร่วมกันวางแผนในการป้องกันภัยอาชญากรรมและยาเสพติด ในลักษณะร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมประเมินผล

 โครงการเวทีผู้นำตามธรรมชาติ

เป้าหมาย คือ ชุมชนในพื้นที่

เน้นร่วมกันใช้มาตรการทางสังคมกดกัน+ค้นหาผู้เสพ ผู้ค้า +ขยายผล

 โครงการสำนึกรักบ้านเกิดและให้ความรู้เรื่องยาเสพติดแก่สถาบันการศึกษา

เป้าหมายกลุ่มนักเรียน นักศึกษา

เน้นให้ความรู้ + ค้นหาผู้เสพ+ขยายผล 

การ ทำงานด้านการป้องกันปราบปราม มีทั้งเชิงรับ และเชิงรุก ขึ้นอยู่กับประสบการทำงานของแต่ละบุคคล ที่จะให้น้ำหนักไปทางรับหรือรุก ในช่วงเวลาไหน ถ้าเรียกว่าสายตรวจเชิงรับ ก็ดูจะแปลก ในยุคนี้ต้องให้น้ำหนักไปที่สายตรวจเชิงรุก

สายตรวจเชิงรุก ใน ที่นี้ก็คือ จะต้องนำสรรพวิชาที่ได้เรียนมา บวกกับประสบการณ์ที่สะสมมาใช้ ต่อไปนี้ผมขอนำเสนอ การทำงานของสายตรวจเชิงรุก ดังนี้ครับ

การ ทำงานของตำรวจในยุคปัจจุบัน ท่ามกลางกระแสสังคมที่มีความคิดแปลกแยก เป็นฝักเป็นฝ่าย   ภายใต้ของคำที่มักใช้เปลืองกันว่า “สองมาตรฐาน” ตำรวจในฐานะเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรมนั้น   ต้องยอมรับว่าทำงานลำบากครับ หากทำงานตั้งรับไม่ออกไปรุกหรือต่อสู้กับปัญหา เขาก็ว่าสิ้นเปลืองภาษีของประชาชน หรือทำงานไม่คุ้มกับที่ประชาชนจ้าง เพราะฉะนั้นตำรวจต้องปรับเปลี่ยนวิธีทำงานใหม่ คือ ต้องรุกเขาหาประชาชน รุกเข้าไปชนกับปัญหา รุกเข้าไปหาข้อมูล ตามแหล่งโจร หรือแหล่งอาชญากรรมต่างๆ   แล้วนำปัญหาต่างๆ นั้น มาแก้ไขปัญหา

เพื่อ สร้างภูมิคุ้มกันโดยการกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้ปัญหาเหล่านั้นเกิดขึ้นอีก หรือสามารถควบคุมปัญหาได้ในลักษณะที่กระทบกับความเป็นอยู่ของประชาชนให้น้อย ที่สุด

สิ่ง หนึ่งที่นำมาปรับใช้ในการทำงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรมนั้น นอกจากสรรพวิชา หรือประสบการณ์ที่สะสมมานั้น   จะต้องมีหลัก มีกรอบในการทำงานด้วย   หลักที่ว่านั้นก็คือ “แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง” ภายใต้กรอบ 3 ข้อ คือ

    1. พอประมาณ คือ รู้จักพอ ไม่เอารัดเอาเปรียบ
    2. ถูกต้อง มีเหตุมีผล คือ ถูกต้องตามกฎหมาย และต้องรู้กฎหมาย
    3. สร้างภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี คือ ป้องกันไม่ให้สิ่งที่ไม่ดีเข้ามาสู่สังคมหรือกิจการของตน และให้ความร่วมมือแจ้งข่าวสารเบาะแสแก่ตำรวจ

โดย สายตรวจจะต้องรุกเข้าหาประชาชน   พร้อมกับทำให้ทุกภาคส่วนมาร่วมเป็นภาคีเครือข่ายในการป้องกันภัยอาชญากรรม และยาเสพติด โดยให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมในลักษณะ ร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมประเมินผล

การดำเนินการทั้ง 3 โครงการเชิงรุกข้างต้น มีดังนี้

1.โครงการป้องกันภัยอาชญากรรมและยาเสพติดตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

โครงการ นี้นำหลักทั้ง 3 ข้อ ข้างต้นมาใช้ โดยนำทุกภาคส่วน อาทิเช่น ธนาคาร ร้านค้าทอง ร้านเกมส์อินเตอร์เน็ต   ร้านสะดวกซื้อ สถานบริการ สถาบันการศึกษา ชุมชนต่างๆ มาแบ่งกลุ่มทำ workshop โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษา และให้ความรู้ด้านกฎหมาย ร่วมกันระดมความคิด หามาตรการ

ป้องกัน อาชญากรรมและยาเสพติด จุดเด่นของโครงการนี้ก็คือ ทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้รู้จักกัน   ได้ร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหา พร้อมทั้งทำให้ตำรวจได้รับทราบปัญหาต่างๆ พร้อมทั้งทราบถึงความต้องการของผู้ร่วมโครงการด้วย หลังจากนั้นให้เวลาในการนำมาตรการต่างๆ ไปใช้ และติดตามประเมินผล

2. โครงการเวทีผู้นำตามธรรมชาติ

โครงการ นี้ บางท่านข้องใจผู้นำตามธรรมชาติ คืออะไร ขอตอบข้อสงสัย ผู้นำตามธรรมชาติในที่นี้ก็คือ บุคคลที่กล้าพูด กล้าทำ และกล้าแสดงออก บุคคลที่กล่าวมานี้จำเป็นต้องค้นหา   ถ้าอยู่เฉยบุคคลเหล่านี้ก็จะไม่ค่อยแสดงตน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องออกไปค้นหาตามชุมชนต่างๆ   เมื่อลงพื้นที่เข้าไปในชุมชน ก็จะพบกับผู้คนหลากหลาย และได้พบกับความจริงบางอย่าง จากเสียงของพี่น้องประชาชนโดยตรง คนที่กล้าเขามาพบตำรวจ   กล้าแจ้งข่าวสารเบาะแส กล้าเสนอความคิดเห็น   กล้าพูดหรือตำหนิการทำงานของหน่วยงานต่างๆ  บุคคลเหล่านี้เขามีภาวะผู้นำในตัวเอง หรือที่เรียกว่าผู้นำที่เกิดขึ้นเอาตามธรรมชาตินั่นเอง เราต้องนำพวกเขามาเป็นภาคีเครือข่ายของตำรวจ   มาอบรมเพิ่มพูนความรู้จนมีความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นแนวทางเดียวกัน พร้อมทั้งให้เป็นผู้ขยายแนวความคิดในการป้องกันอาชญากรรมลงสู่ชุมชนของตนเอง จุดเด่นของโครงการนี้ก็คือ การให้ผู้นำตามธรรมชาติที่เสาะแสวงหามาได้นั้น เป็นตัวแทนของตำรวจในการควบคุม และขยายแนวความคิด และหาข่าวในชุมชน และร่วมกันใช้มาตรการทางสังคมกดดันสิ่งที่ไม่ดีออกไปจากสังคม

3.โครงการสำนึกรักบ้านเกิด และให้ความรู้เรื่องการป้องกันภัยอาชญากรรมและยาเสพติด แก่สถาบันการศึกษา

โครงการ นี้ปลุกจิตสำนึกให้นักเรียน นักศึกษาได้มีความรักชาติรักประเทศไทย และร่วมกันเป็นภาคีเครือข่ายในการป้องกันภัยอาชญากรรมและยาเสพติด โดยมีการอบรมให้ความรู้ และวิธีการป้องกันภัยอาชญากรรมและยาเสพติด รู้ถึงโทษและพิษภัยของอาชญากรรมและยาเสพติด  หากตำรวจสามารถควบคุมพฤติกรรมนักเรียนด้วยการให้ความรู้ และชี้แนะสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อเป็นภูมิคุ้มกัน ก็จะได้กลุ่มของเด็กและเยาวชนมาเป็นภาคีเครือข่ายในการป้องกันอาชญากรรมและ ยาเสพติดด้วยอีกส่วนหนึ่ง

ทั้ง 3 โครงการ ดีเด่น ที่ควรเป็นต้นแบบให้กับสถานีตำรวจอื่นนำไปใช้ เป็นจุดขายก็คือ การสร้างภาคีเครือข่ายของสังคม ทุกองคาพยพ ทุกกลุ่ม ทุกวัย   ถ้าตำรวจสามารถนำทุกภาคส่วนมาเป็นแนวร่วมได้ การทำงานของตำรวจก็จะสะดวก และเหมือนเป็นการสร้างตาวิเศษช่วยดูแลสังคม